• th
  • en
  • ยาแนวปกติ VS ยาแนวไม่ลามไฟ: เพิ่มความปลอดภัยได้จริงแค่ไหน และควรเลือกแบบไหน

    ฉนวนกันความร้อนหลังคา เลือกแบบไหนคุ้มค่า

    ยาแนวปกติ VS ยาแนวไม่ลามไฟ: เพิ่มความปลอดภัยได้จริงแค่ไหน และควรเลือกแบบไหน

    วิธีเลือกฉนวนกันความร้อนหลังคา จบปัญหาบ้านร้อน ค่าไฟแพง

    ประเทศไทยกับอากาศร้อนเป็นของคู่กัน และดูเหมือนว่าอุณหภูมิจะยิ่งสูงขึ้นทุกปี ทำให้ปัญหาบ้านร้อนกลายมาเป็นปัญหาใหญ่ของคนมีบ้าน ไม่เพียงแต่อยู่แล้วไม่สบายตัว แต่ยังส่งผลโดยตรงต่อค่าไฟที่พุ่งสูงขึ้นจากการทำงานหนักของเครื่องปรับอากาศ ซึ่งหลายคนแก้ปัญหาด้วยการเปิดแอร์สู้ แต่รู้ไหมว่าต้นตอของความร้อนที่แท้จริงกว่า 70% มาจากหลังคาที่รับแสงแดดโดยตรงตลอดทั้งวัน

    การติดตั้งฉนวนกันความร้อนหลังคาจึงไม่ใช่ทางเลือกอีกต่อไป แต่คือทางรอดที่ช่วยแก้ปัญหาที่ต้นเหตุ เป็นการลงทุนครั้งเดียวที่คุ้มค่า ช่วยให้บ้านเย็นลงอย่างเห็นได้ชัด และประหยัดค่าไฟได้มหาศาลในระยะยาว แต่พอเริ่มมองหาข้อมูลคุณอาจจะสับสนอย่างแน่นอน เพราะฉนวนมีหลายแบบเหลือเกินทั้งแบบใยแก้ว, พ่นโฟม (PU), แบบแผ่น (PE) และอลูมิเนียมฟอยล์ แล้วแบบไหนล่ะที่เหมาะกับบ้านของเราที่สุด? แบบไหนคุ้มค่าที่สุด? ในฐานะผู้เชี่ยวชาญด้านวัสดุก่อสร้างจาก ยูเนี่ยน คอนแมท เราคลุกคลีกับปัญหาบ้านร้อนและวัสดุฉนวนมานาน วันนี้เราจะมาเจาะลึกทุกแง่มุมแบบเข้าใจง่าย ไม่มีกั๊ก เพื่อช่วยให้คุณตัดสินใจเลือกฉนวนกันความร้อนหลังคาที่ใช่ที่สุดสำหรับบ้านคุณ

     

    เปรียบเทียบฉนวนกันความร้อนหลังคาแต่ละประเภท

    เมื่อพูดถึงฉนวนกันความร้อนหลังคาหลายคนอาจสงสัยว่ามีให้เลือกกี่แบบ และแต่ละแบบต่างกันอย่างไร ความจริงแล้ววัสดุฉนวนมีหลายประเภทให้เลือกใช้งานตามงบประมาณ ลักษณะหลังคา และระดับการกันความร้อนที่ต้องการ ซึ่งแต่ละชนิดจะมีจุดเด่น จุดด้อย และความเหมาะสมที่แตกต่างกันไป ดังนั้นก่อนจะตัดสินใจเลือกติดตั้ง เราควรมาทำความรู้จักกับประเภทของฉนวนกันความร้อนหลังคาที่นิยมในประเทศไทย เพื่อให้เข้าใจว่าชนิดใดตอบโจทย์บ้านของคุณได้ดีที่สุดทั้งในแง่ประสิทธิภาพและความคุ้มค่าในระยะยาว

    ฉนวนกันความร้อน PE / PU Foil (ฟอยล์สะท้อนความร้อน)

    ฉนวนประเภทนี้ใช้ฟอยล์อะลูมิเนียมสะท้อนรังสีความร้อนจากแสงแดด เหมาะกับหลังคาเมทัลชีทหรือหลังคาเหล็กที่รับความร้อนโดยตรง
    ข้อดี: น้ำหนักเบา ติดตั้งง่าย ราคาประหยัด
    ข้อเสีย: กันได้เฉพาะรังสีความร้อน ต้องใช้ร่วมกับวัสดุอื่นเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ

    ฉนวนใยแก้ว (Glass Wool)

    ผลิตจากเส้นใยแก้วที่มีช่องอากาศภายใน ช่วยหน่วงการถ่ายเทความร้อนได้ดี
    ข้อดี: กันความร้อนและเสียงได้ในตัวเดียว
    ข้อเสีย: ต้องติดตั้งโดยช่างมืออาชีพ เพราะใยแก้วอาจระคายเคืองผิว

    ฉนวนใยหิน (Rock Wool)

    มีโครงสร้างแข็งแรง ทนไฟ และกันเสียงได้ดีกว่าใยแก้ว เหมาะกับบ้านหรืออาคารที่ต้องการความปลอดภัยสูง
    ข้อดี: ทนไฟสูงถึง 1,000°C
    ข้อเสีย: ราคาสูงกว่าฉนวนทั่วไป

    ฉนวนโฟมพอลิยูรีเทน (Polyurethane Foam)

    ฉีดพ่นติดกับใต้แผ่นหลังคาโดยตรง ทำให้ป้องกันความร้อนได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด
    ข้อดี: ลดความร้อนได้มากกว่า 90% ไม่มีรอยต่อ ป้องกันการรั่วซึม
    ข้อเสีย: ราคาสูง ต้องใช้เครื่องมือเฉพาะและช่างผู้เชี่ยวชาญ

     

    เลือกฉนวนกันความร้อนหลังคาแบบไหนดี เลือกอย่างไรให้คุ้มค่า

    คำว่าคุ้มค่าที่สุดไม่ได้แปลว่าถูกที่สุดเสมอไป แต่หมายถึงการลงทุนที่ให้ผลตอบแทนกลับมาในรูปของค่าไฟที่ลดลงและความสบายที่เพิ่มขึ้นได้ดีที่สุด ในวันนี้ทีมยูเนี่ยน คอนแมท เรามีไกด์ไลน์ในการเลือกง่าย ๆ 4 ข้อ ดังนี้

     

    1. ดูประเภทหลังคาของคุณ
      • ถ้าเป็นหลังคากระเบื้อง (ลอนคู่, CPAC) และมีฝ้าเพดานให้ใช้ฉนวนใยแก้ว (เช่น SCG Stay Cool) หนา 3-6 นิ้ว ปูบนฝ้า
        เหตุผล: เป็นวิธีที่ง่ายที่สุดสำหรับบ้านที่สร้างเสร็จแล้ว ความร้อนจากกระเบื้องจะถูกกักไว้ในโถงใต้หลังคา และถูกฉนวนใยแก้วที่ปูอยู่บนฝ้าบล็อกไว้อีกชั้นหนึ่ง ไม่ให้ทะลุลงมาในห้อง ติดตั้งง่าย ค่าใช้จ่ายสมเหตุสมผล และเห็นผลชัดเจน
      • ถ้าเป็นหลังคาเมทัลชีท (Metal Sheet) ให้พ่น PU โฟม หนา 1-2 นิ้ว พ่นติดใต้แผ่นเมทัลชีท
        เหตุผล: เมทัลชีทร้อนเร็วและเสียงดังมาก การปู PE โฟมบาง ๆ ที่ติดมากับแผ่นแทบจะช่วยอะไรไม่ได้ การพ่น PU โฟมจะแนบสนิทไปกับลอนหลังคาแก้ปัญหาทั้งร้อนและเสียงดังได้อย่างเด็ดขาดที่สุด เป็นการลงทุนที่จบปัญหาในระยะยาว
    2. ค่า R-Value ยิ่งสูง ยิ่งดีอย่าดูแค่ความหนาแต่ให้ดูค่า R-Value (Thermal Resistance) ซึ่งเป็นค่ามาตรฐานในการวัดความสามารถในการต้านทานความร้อน ตัวเลขนี้ยิ่งสูงแปลว่ายิ่งกันความร้อนได้ดี
      • ฉนวนใยแก้ว 3 นิ้ว (R-Value ประมาณ 10)
      • ฉนวนใยแก้ว 6 นิ้ว (R-Value ประมาณ 20-22)
      • ฉนวน PU โฟม 1 นิ้ว (R-Value ประมาณ 6-7)
    3. งบประมาณ (Budget)
      • งบจำกัด (ประหยัด): PE โฟม หรือ แผ่นสะท้อนความร้อน (ติดตั้งให้ถูกวิธี)
      • งบปานกลาง (คุ้มค่าสุด): ฉนวนใยแก้วปูบนฝ้า (สำหรับบ้านมีฝ้า)
      • งบสูง (ดีที่สุด): พ่น PU โฟมใต้หลังคา (สำหรับเมทัลชีท หรือต้องการความเย็นสูงสุด)

      ลองคิดง่าย ๆ สมมติค่าติดตั้งฉนวน 30,000 บาท แต่ช่วยคุณประหยัดค่าแอร์ได้เดือนละ 1,000 บาท นั่นหมายความว่าคุณจะคืนทุนภายใน 30 เดือน (2 ปีครึ่ง) หลังจากนั้นคือกำไร (ค่าไฟที่ประหยัดได้) ล้วน ๆ ตลอดอายุการใช้งานฉนวนอีก 10-20 ปี การลงทุนกับฉนวนดี ๆ จึงเป็นการลงทุนที่คุ้มค่าเสมอ

    4. อย่ามองข้ามการระบายอากาศใต้หลังคา
      การติดตั้งฉนวนเหมือนการใส่เสื้อกันหนาวให้บ้าน แต่ถ้าอากาศร้อนที่ถูกกักไว้ในโถงใต้หลังคาไม่มีทางออกมันก็จะสะสมและพยายามหาทางลงมาในบ้านอยู่ดี ดังนั้นควรทำควบคู่กัน คือติดตั้งฉนวน+เพิ่มการระบายอากาศในโถงใต้หลังคา เช่น การติดตั้งลูกหมุนระบายอากาศ, แผงระบายอากาศที่ฝ้าชายคา หรือพัดลมระบายอากาศใต้หลังคา เพื่อดูดอากาศร้อนที่สะสมอยู่ออกไป และดึงอากาศเย็นกว่าจากภายนอกเข้ามาแทนที่ วิธีนี้จะทำให้ฉนวนทำงานได้เต็มประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

     

    ฉนวนกันความร้อนหลังคาคือการลงทุนระยะยาวที่บ้านคุณไม่ควรมองข้าม

    การติดตั้งฉนวนกันความร้อนหลังคาไม่ใช่แค่การเพิ่มความเย็น แต่คือการเพิ่มคุณภาพชีวิตให้กับผู้อยู่อาศัย เพราะบ้านที่อุณหภูมิสบาย ประหยัดพลังงาน และปลอดภัยจากความร้อนสะสม ย่อมช่วยให้ทุกวันของคุณน่าอยู่ขึ้น

    ที่ยูเนี่ยน คอนแมท เราไม่ได้ขายแค่วัสดุแต่เรามอบคำปรึกษาด้วยประสบการณ์ในวงการวัสดุก่อสร้างและฉนวนกันความร้อน เราเข้าใจดีว่าบ้านแต่ละหลังมีโจทย์ที่แตกต่างกัน หากคุณยังไม่แน่ใจว่า ฉนวนกันความร้อนหลังคา แบบไหนคือคำตอบที่คุ้มค่าที่สุดสำหรับบ้านคุณ ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญของเราได้เลย เรายินดีให้คำแนะนำ เปรียบเทียบข้อดีข้อเสีย และช่วยประเมินหน้างาน เพื่อให้คุณได้โซลูชันบ้านเย็นที่ตรงจุดและคุ้มค่ากับการลงทุนที่สุด

     

    ติดตามข่าวสาร พร้อมรับโปรโมชั่นและสิทธิประโยชน์พิเศษจากเรา

    โทร. 02-467-5103, 02-868-1525, 081-818-7431
    อีเมล: sales@unionconmat.co.th, union_conmat@yahoo.com

    Share this post

    Start typing and press Enter to search

    Shopping Cart

    ไม่มีสินค้าในตะกร้า